นักสำรวจฝรั่งเศสชื่ออองรี มูโอต์ (Henry Mouhot)ผู้พบปราสาทหินในกัมพูชาโดยบังเอิญ
การเข้ามายังภูมิภาคนี้ของอองรี มูโอต์ ส่งผลให้ภูมิทัศน์ของวัฒนธรรม ทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายมหาศาล
เรารู้จักอองรี มูโอต์ ในนามของนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่อพยพไปอยู่อังกฤษ เดินทางมาสยามโดยการสนับสนุนของราชสมาคมภูมิศาสตร์และสมาคมสัตววิทยาแห่ง ลอนดอนเพื่อเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม ลาว และกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ.2401-2404 (ค.ศ.1858-1861) หรือสมัยพระจอมเกล้าหรือรัชกาลที่ 4 นั่นคือห้วงเวลา 100 กว่าปีมาแล้ว
ก่อนเดินทางเข้ามาในสยาม อองรี มูโอต์ เคยเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสและกรีกอยู่ในรัสเซียร่วม 10 ปี จากนั้นก็เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป ต่อมาอพยพไปอยู่อังกฤษ แต่งงานกับลูกสาวนักสำรวจชาวสก๊อตแลนด์ ที่นี่เอง ทำให้เขาหันมาสนใจด้านสัตวศาสตร์และพฤกษศาสตร์อย่างจริงจัง
กระทั่งมูโอต์ได้อ่านบันทึกของเซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง เรื่อง "The Kingdom and People of Siam" (ค.ศ.1857)
นั่นเอง ที่จินตนาการเกี่ยวกับโลกตะวันออกของเขาเจิดจ้าขึ้นในแผ่นดินจินตนาการ
อองรี มูโอต์ เดินทางออกจากลอนดอนเมื่อปลายเดือนเมษายน พ.ศ.2401 (ค.ศ.1858) มาถึงกรุงเทพฯ ช่วงปลายปีเดียวกัน จากนั้นก็ไปหาบาดหลวงปาลเลอร์กัวซฺ ผู้เป็นประมุขมิซซังในสยามและลาว อีกทั้งยังได้เข้าเฝ้า King Mongkut (รัชกาลที่ 4) และได้รับพระบรมราชานุเคราะห์เรื่องช้างกับเกวียนบรรทุกพาหนะสำหรับการเดิน ทาง
จากกรุงเทพฯ มูโอต์ มุ่งไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลัดเลาะไปถึงตราด จากตราดขึ้นไปเมืองกัมปอต กระทั่งถึงเมืองอุดงมีชัยอันเป็นเมืองหลวงเก่าของกัมพูชา จากนั้นก็ย้อนขึ้นไปตามทะเลสาปเขมร จนกระทั่งถึงนครวัดในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2403 (ค.ศ.1860) ก่อนกลับกรุงเทพฯทางด้านอรัญญประเทศ
เมื่อผลงานเขียนเกี่ยวกับปราสาทหินและภาพวาดจำนวนมากของอองรี มูโอต์ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ความลี้ลับและมหัศจรรย์ของโลกตะวันออกจึงสั่นสะเทือนชีวิตและวิญญาณของชาวยุโรปอย่างกว้างขวาง กระทั่งมูโอต์ถูกขนานนามว่า เป็นตัวแทนของชาติตะวันตก
"ผู้ค้นพบปราสาทนครวัด" อันนับเป็นความมหัศจรรย์จากโลกตะวันออก เช่นที่บันทึกบางตอนกล่าวไว้ว่า ...........
"นี่คือความยิ่งใหญ่ที่ท้าทายวิหารโซโลมอน มันถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของไมเคิล แองเจโล แห่งยุคบรรพกาล และสามารถยืนเคียงกับสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลกตะวันตกได้อย่าง เต็มภาคภูมิ มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆที่กรีกและโรมันทิ้งไว้เป็นมรดกแก่เรา เป็นภาพขัดแย้งอันน่าสลดใจ ท่ามกลางความเสื่อมโทรมป่าเถื่อนของดินแดนที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา"
และทั้งหมดทั้งปวงเหล่านั้นนั่นเองที่ทำให้เขมรตกอยู่ในความสนใจของฝรั่งเศส อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระทั่งมีวลีที่ว่า "see Angkor and die" หลังกลับมาจากเขมร มูโอต์ ก็ตัดสินใจเดินทางออกจากกรุงเทพฯอีกครั้ง โดยคราวนี้เขาลงเรือล่องทวนแม่น้ำเจ้าพระยา แวะอยุธยา ขึ้นบกที่สระบุรี จากนั้นก็เดินเท้าผ่านป่าทึบของดงพระยาไฟ เข้าสู่ที่ราบสูงโคราช ก่อนเดินเท้าต่อไปยังชัยภูมิ ทว่าโชคร้ายที่เจ้าเมืองชัยภูมิไม่ให้ความร่วมมือจัดหาวัวต่างและช้างสำหรับเดินทางเข้าลาว ทั้งที่มูโอต์ มีจดหมายของเชื้อพระวงศ์จากกรุงเทพฯ และเจ้าเมืองโคราชไปแสดง ดังนั้นเขาจึงต้องวกกลับลงมากรุงเทพฯอีกครั้งเพื่อเอาจดหมายรับรองจากราช สำนักไทย ก่อนย้อนขึ้นไปทางเดิม และเดินทางเข้าสู่เมืองเลย
จากเลย เข้าสู่เวียงจันทร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองร้างเพราะถูกเผาโดยกองทัพสยามในสมัยยกไปปราบเจ้า อนุวงศ์ตอนสงครามกู้กรุงเมื่อปี พ.ศ.2371 (พ.ศ.1828) จากนั้นก็มุ่งไปเมืองปากลาย แล้วลัดเลาะฝั่งโขงขึ้นไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง และสิ่งแรกที่จะต้องทำคือเข้าเฝ้าเจ้ามหาชีวิต "จันทราช" ที่หลวงพระบาง มูโอต์เขียนจดหมายไปถึงน้องชายที่อังกฤษ พร้อมกับบรรยายรายละเอียดต่างๆของการเข้าเฝ้า ดังตอนหนึ่งว่า "การเข้าเฝ้าครั้งนี้พี่เสียปืนไปหนึ่งกระบอก พร้อมกับของกำนัลอีกหลายชิ้น ใครจะเดินทางไปไหนมาไหนไม่ได้หากไม่เข้าเฝ้าถวายสิ่งของแด่กษัตริย์ เจ้านาย และขุนนางลาว"
"วันต่อมาพี่ได้เข้าพบเจ้าอุปราชผู้รอรับของกำนัลอยู่เช่นกัน พี่พยายามค้นหาสิ่งของที่น่าจะเอาไปขายร้านขายของเก่าเสียตั้งนานแล้ว ในที่สุดก็พบแว่นขยายกับแว่นตาเก่าๆ ที่จะทำให้เจ้าอุปราชดูเหมือนกอริลล่าหัวล้าน กับสบู่ก้อนเล็กๆ(ซึ่งคงเป็นประโยชนฺกับท่านมาก) โอเดอโคโลญน์ และบรั่นดีที่ถูกเปิดทันทีที่ได้รับ
"จากนั้นก็ได้มีการแจกจ่ายสิ่งของแก่พวกเจ้านาย ขุนนาง ได้แก่ภาพแกะสลักที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯหมวกคอสแส็ครูปนโปเลียน (ที่ซื้อมาในราคาหนึ่งเพนนี)....
"พวกเขาตื่นเต้นกันมาก แถมยังทำท่าเสียดายที่พี่ต้องออกจากที่นั่นก่อนที่ข้าวของที่ติดตัวมาจะหมดเกลี้ยง"
เห็นได้ว่าทัศนะที่มูโอต์ มีต่อเจ้ามหาชีวิต เจ้านาย และขุนนางลาวนั้น บ่งชี้ชัดเจนว่า เป็นทัศนะในเชิงดูถูกเหยียดหยามจากสายตาชนชาวยุโรปผู้มีอารยะที่เดินทางเข้า ไปในบ้านป่าเมืองเถื่อน หรืออาจแปลความหมายได้ว่า จักรวรรดิ์นิยมยุโรปกำลังเอาอารยธรรมมายื่นให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากหลวงพระบาง มูโอต์ ตั้งใจจะเดินทางขึ้นเหนือสู่ชายแดนเวียตนาม จากนั้นเขาวางแผนล่องตามแม่น้ำโขงลงใต้ไปยังกัมพูชา (ซึ่งอยู่ติดพรมแดนโคชินไชน่า) อีกครั้ง ทว่าแผนการของเขาถูกยับยั้งโดยราชสำนักลาว ซึ่งอาจสงสัยว่าเหตุใดมูโอต์จึงต้องการเดินทางขึ้นเหนือไปชายแดนเวียตนาม และที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า มีเหตุผลอันใดที่มูโอต์วางแผนว่าจะต้องล่องเรือลงมาตามแม่น้ำโขง เพื่อกลับเข้าไปในกัมพูชาอีก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาก็ไปสำรวจมาแล้ว
และต้องไม่ลืมว่า นอกจากจะเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชและสัตว์ รวมทั้งบันทึกวิถีชีวิตคนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆในเอเชียอาคเนย์แล้ว....คือนอก จากมูโอต์จะ "เขียนแผนที่ทางวัฒนธรรม" แล้ว เขายังมีเครื่องวัดพิกัดสำหรับ"เขียนแผนที่ทางรัฐศาสตร์" ไปพร้อมๆกันอีกด้วย
แต่ยังไม่ทันจะตัดสินใจว่าอย่างไร มูโอต์ ก็เป็นไข้ป่า และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2404 (ค.ศ.1861) ขณะมีอายุเพียง 35 ปี ศพของเขาถูกฝังลงที่ริมแม่น้ำคาน สายน้ำที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงด้านเหนือของวัดเชียงทองแห่งหลวงพระบาง
ต่อมาบันทึกและจดหมายของอองรี มูโอต์ถูกส่งกลับไปยังน้องชายของเขาในอังกฤษ และได้รับการตีพิมพ์ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส หนึ่งปีหลังการตายของมูโอต์ ดินแดนที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงแห่งเวียตนามใต้ หรือโคชินไชน่าก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส
ต่อมาในปีพ.ศ.2406 (ค.ศ.1863) เรือรบฝรั่งเศสลำหนึ่งล่องทวนน้ำโขงขึ้นไปทอดสมออยู่หน้าราชวังของสมเด็จ นโรดม จากนั้นก็บีบบังคับให้สมเด็จเจ้านโรดม -ซึ่งเป็นสมเด็จทวดของเจ้านโดมสีหนุ- ยอมอยู่ภายใต้การอารักขาของตน
สำหรับฝรั่งเศสแล้ว กล่าวได้ว่าอองรี มูโอต์คือนักบุกเบิกดินแดนอาณานิคมอินโดจีนคนสำคัญคนหนึ่งทีเดียว เพราะเหตุว่าบันทึกของมูโอต์นั้นไม่ต่างอันใดกับ "คู่มือการเดินทางสู่โลกตะวันออก" ของจักรวรรดิ์นิยมยุโรปในเวลาต่อมา
#หนังสือพรมแดนบนแผ่นกระดาษ
Showing posts with label ปราสาทหิน. Show all posts
Showing posts with label ปราสาทหิน. Show all posts
Saturday, February 12, 2011
Thursday, August 6, 2009
ปราสาทหินพนมรุ้ง
ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู(พราหมณ์) ไศวนิกาย นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พระศิวะหรือพระอิศวรทรงมีตาที่สามอยู่ที่พระนลาฏ(หน้าผาก) เป็นเทพผู้ทำลายและสร้างโลกซึ่งความเป็นไปของโลกควบคุมผ่านการฟ้อนรำของพะองค์ หากรำด้วยในจังหวะที่เหมาะสมโลกจะสงบสุข และจังหวะรุนแรง กริ้วกราดโลกจะเข้าสู่กาลวิบัติ ฉะนั้นศาสนิกชนจึงบูชาและอ้อนวอนให้พระองค์ทรงพอพระทัย ในภาพสลักบนหน้าบันเรียกว่า พระศิวนาฏราช เป็นเหตุการณ์ที่พระศิวะทรงฟ้อนรำบนเขาไกรลาสหรือเขาพระสุเมรุ โดยมีเทพเขาชมและบรรเลงเพลงได้แก่ พระวิษณุ พระพรหม พระพิฆเนศ(บุตรพระศิวะ) เป็นต้น
อีกนิกายหนึ่งของศาสนาฮินดู คือ ไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุด ดังเช่นนครวัด พระนารายณ์ มี 4 กร ปกติถือจักร สังข์ คทาและดอกบัว เป็นเทพผู้คุ้มครองโลก พระองค์อวตารลงมาช่วยโลกมนุษย์ 10 ครั้ง สำหรับภาพทับหลัง ชื่อว่า นารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ วิษณุอนันตศายินปัทมนาภิน (ราวพ.ศ.2504-08 ถูกลักไปและกรมศิลปากรพร้อมคนไทยหลายคนได้ทวงคืนสำเร็จเมื่อ 10 พ.ย.2531 ) ในภาพสลักแสดงอิริยาบถขณะพระนารายณ์กำลังบรรทมเหนือพญานาคราชซ้อนทับมังกรอยู่ในเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนม โดยมีพระพรหม(4 พักตร์ 4 กร)ประทับอยู่เหนือดอกบัวที่ผุดขึ้นมาจากพระนาภีหรือสะดือ ซึ่งแสดงถึงเหตุการณ์ที่โลกพังทลายจมลงใต้สมุทร(โดยพระศิวะ) และพระนารายณ์เข้าบรรทมในมหาสมุทรบังเกิดดอกบัวงอกขึ้นมาโดยมีพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งบนโลกกัลป์ใหม่ และพระนารายณ์จะอวตารลงไปช่วยมนุษย์ต่อไป ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาพพระศิวนาฏราช สื่อให้เห็นวัฎจักร การเกิด การดับ การควบคุมการเป็นไปของโลก โดยเทพเจ้าทั้งสาม "พระพรหมสร้าง พระนารายณ์รักษา พระศิวะทำลาย"
การเข้าสักการะต้องผ่านทางดำเนินที่ปูด้วยศิลาแลงระยะทางรวม 160 เมตร ทั้งสองข้างทางประดับด้วยเสานางเรียงหรือเสานางจรัล ที่มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ก่อนขึ้นบันไดชันจำนวน 52 ขั้น(เท่ากับจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี) จะพบสะพานนาคราช สร้างตามความเชื่อที่ว่านาคเป็นผู้ให้น้ำและสร้างรุ้งซึ่งใช้เป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์
ศิวลึงค์ใช้เป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ รูปทรงเลียนแบบเครื่องเพศชายตั้งประกอบกันกับแท่นฐานโยนิโทรณะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสตรีเพศอีกทั้งยังเป็นรูปเคารพนางอุมาเทวี(ชายาพระศิวะ) สองสิ่งเมื่ออยู่ร่วมกันถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ จักรวาลเกิดความสมดุล
ศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่กึ่งกลางห้องครรภคฤหะหรือปราสาทประธาน(เปรียบเสมือนพระศิวะประทับอยู่ที่แกนกลางจักรวาลหรือยอดเขาไกรลาส) ครรภคฤหะมีแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แสงเข้าได้น้อย ผนังห้องหนาหนักเงียบสงบ ภายในห้องเต็มไปด้วยระเบียบอันมั่นคง เปรียบเสมือนถ้ำที่ใช้นั่งสมาธิบำเพ็ญพรต
การเซ่นบวงสรวงพระศิวะ พราหมณ์จะเป็นผู้ทำพิธีโดยรดน้ำหรือของเหลวลงบนศิวลึงค์โดยไหลผ่านลงร่อง โยนีและไหลไปตามท่อโสมสูตรกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ศาสนิกชนรองรับไป อุปโภคบริโภคเพื่อเป็นศิริมงคลและรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือผลผลิตทางการเกษตร งอกเงยอุดมสมบูรณ์ นอกจากน้ำหรือของเหลวที่ใช้บวงสรวงยังมี ข้าว เครื่องเทศ หมู แพะ วัว งา ถั่ว เกลือ
ภาพสลักลายดอกบัว 8 กลีบสื่อถึงเทพประจำทิศทั้งแปดซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์รักษาตามทิศต่าง ๆ รอบจักรวาล แสดงถึงขอบเขตจักรวาล เทพดังกล่าวได้แก่ พระอินทร์ทรงช้าง/ทิศตะวันออก พระวรุณทรงหงส์/ทิศตะวันตก ท้าวกุเวรทรงสิงห์/ทิศเหนือ พระขันทกุมาร(บุตรพระศิวะ)ทรงนกยูง/ทิศใต้ พระจันทร์ทรงรถเทียมม้าหรือพระอีสานทรงโค/ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระอัคนีทรงระมาด(แรด)/ทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระพายทรงม้า/ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระนิรฤติทรงรากษส/ทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระพรหมทรงหงส์/ทิศเบื้องบน พระยมทรงกระบือ/ทิศเบื้องล่าง
สิงห์ เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ผู้มีอำนาจและปกปักทางขึ้นเขาพระสุเมรุ เช่นเดียวกับหงส์และครุฑ สำหรับผู้พิทักษ์รักษาประตูทางเข้าห้องครรภคฤหะ เรียกว่า ทวารบาล
นอกจากนับถือศิวลึงค์แล้วศาสนิกชนยังนับถือ โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ เป็นโคศักดิ์สิทธิ์ผู้ให้น้ำนมแก่มนุษย์
ภาพสลักเล่าเรื่องอวตารที่ 7 ของพระนารายณ์ (ปลา เต่า หมูป่า นรสิงห์ คนแคระ ปรศุราม พระราม พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ และกัลกี) ตอนพระรามและพระลักษมณ์ถูกศรนาคบาศรัด ตามอุบายของทศกัณฐ์
ระเบียงคดเป็นอาคารยาวมุงหลังคาสร้างล้อมปราสาทประธานไม่สามารถเดินทะลุถึงกัน แต่แบ่งเป็นห้อง ๆ ใช้ทำพิธีกรรมและเก็บสิ่งของสำคัญ โดยหินทรายสีชมพู(มีแร่ควอร์ทซ์มาก)ที่ใช้สร้างระเบียงคดและปราสาทนี้อาจถูกนำมาจากเขากลอย อ.บ้านกรวด อยู่ห่างราว 20 กิโลเมตร ขนย้ายโดยฝังหมุดเหล็กแล้วใช้เชือกมัดและลากมา
ปราสาทพนมรุ้งถูกวางผังให้หันไปทางทิศตะวันออกโดยมีประตูต่าง ๆ วางตำแหน่งให้ตรงกัน เพื่อให้แสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบศิวลึงค์เป็นการเพิ่มพลังให้แก่ศิวลึงค์ นักวิชาการคาดว่าช่างโบราณต้องการให้ปราสาทหันไปทางทิศตะวันออกพอดีเพื่อให้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกผ่าน 15 ประตูภายในวันเดียวกันแต่มีข้อผิดพลาดบางอย่างทำให้ปราสาทเบี่ยงไปทางเหนือ 5.5 องศา ทำให้ใน 1 ปีดวงอาทิตย์ลอดช่องประตูทั้ง 15 ช่องจำนวน 4 ครั้ง ได้แก่ พระอาทิตย์ขึ้น 2 ครั้ง ราวเดือนเมษายนและกันยายน พระอาทิตย์ตก 2 ครั้งราวเดือนมีนาคมและตุลาคม
เดี๋ยวถ้าว่างๆจะมาใส่ข้อมูลให้แน่นเลย
อีกนิกายหนึ่งของศาสนาฮินดู คือ ไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุด ดังเช่นนครวัด พระนารายณ์ มี 4 กร ปกติถือจักร สังข์ คทาและดอกบัว เป็นเทพผู้คุ้มครองโลก พระองค์อวตารลงมาช่วยโลกมนุษย์ 10 ครั้ง สำหรับภาพทับหลัง ชื่อว่า นารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ วิษณุอนันตศายินปัทมนาภิน (ราวพ.ศ.2504-08 ถูกลักไปและกรมศิลปากรพร้อมคนไทยหลายคนได้ทวงคืนสำเร็จเมื่อ 10 พ.ย.2531 ) ในภาพสลักแสดงอิริยาบถขณะพระนารายณ์กำลังบรรทมเหนือพญานาคราชซ้อนทับมังกรอยู่ในเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนม โดยมีพระพรหม(4 พักตร์ 4 กร)ประทับอยู่เหนือดอกบัวที่ผุดขึ้นมาจากพระนาภีหรือสะดือ ซึ่งแสดงถึงเหตุการณ์ที่โลกพังทลายจมลงใต้สมุทร(โดยพระศิวะ) และพระนารายณ์เข้าบรรทมในมหาสมุทรบังเกิดดอกบัวงอกขึ้นมาโดยมีพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งบนโลกกัลป์ใหม่ และพระนารายณ์จะอวตารลงไปช่วยมนุษย์ต่อไป ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาพพระศิวนาฏราช สื่อให้เห็นวัฎจักร การเกิด การดับ การควบคุมการเป็นไปของโลก โดยเทพเจ้าทั้งสาม "พระพรหมสร้าง พระนารายณ์รักษา พระศิวะทำลาย"
การเข้าสักการะต้องผ่านทางดำเนินที่ปูด้วยศิลาแลงระยะทางรวม 160 เมตร ทั้งสองข้างทางประดับด้วยเสานางเรียงหรือเสานางจรัล ที่มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ก่อนขึ้นบันไดชันจำนวน 52 ขั้น(เท่ากับจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี) จะพบสะพานนาคราช สร้างตามความเชื่อที่ว่านาคเป็นผู้ให้น้ำและสร้างรุ้งซึ่งใช้เป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์
ศิวลึงค์ใช้เป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ รูปทรงเลียนแบบเครื่องเพศชายตั้งประกอบกันกับแท่นฐานโยนิโทรณะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสตรีเพศอีกทั้งยังเป็นรูปเคารพนางอุมาเทวี(ชายาพระศิวะ) สองสิ่งเมื่ออยู่ร่วมกันถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ จักรวาลเกิดความสมดุล
ศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่กึ่งกลางห้องครรภคฤหะหรือปราสาทประธาน(เปรียบเสมือนพระศิวะประทับอยู่ที่แกนกลางจักรวาลหรือยอดเขาไกรลาส) ครรภคฤหะมีแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แสงเข้าได้น้อย ผนังห้องหนาหนักเงียบสงบ ภายในห้องเต็มไปด้วยระเบียบอันมั่นคง เปรียบเสมือนถ้ำที่ใช้นั่งสมาธิบำเพ็ญพรต
การเซ่นบวงสรวงพระศิวะ พราหมณ์จะเป็นผู้ทำพิธีโดยรดน้ำหรือของเหลวลงบนศิวลึงค์โดยไหลผ่านลงร่อง โยนีและไหลไปตามท่อโสมสูตรกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ศาสนิกชนรองรับไป อุปโภคบริโภคเพื่อเป็นศิริมงคลและรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือผลผลิตทางการเกษตร งอกเงยอุดมสมบูรณ์ นอกจากน้ำหรือของเหลวที่ใช้บวงสรวงยังมี ข้าว เครื่องเทศ หมู แพะ วัว งา ถั่ว เกลือ
ภาพสลักลายดอกบัว 8 กลีบสื่อถึงเทพประจำทิศทั้งแปดซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์รักษาตามทิศต่าง ๆ รอบจักรวาล แสดงถึงขอบเขตจักรวาล เทพดังกล่าวได้แก่ พระอินทร์ทรงช้าง/ทิศตะวันออก พระวรุณทรงหงส์/ทิศตะวันตก ท้าวกุเวรทรงสิงห์/ทิศเหนือ พระขันทกุมาร(บุตรพระศิวะ)ทรงนกยูง/ทิศใต้ พระจันทร์ทรงรถเทียมม้าหรือพระอีสานทรงโค/ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระอัคนีทรงระมาด(แรด)/ทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระพายทรงม้า/ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระนิรฤติทรงรากษส/ทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระพรหมทรงหงส์/ทิศเบื้องบน พระยมทรงกระบือ/ทิศเบื้องล่าง
สิงห์ เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ผู้มีอำนาจและปกปักทางขึ้นเขาพระสุเมรุ เช่นเดียวกับหงส์และครุฑ สำหรับผู้พิทักษ์รักษาประตูทางเข้าห้องครรภคฤหะ เรียกว่า ทวารบาล
นอกจากนับถือศิวลึงค์แล้วศาสนิกชนยังนับถือ โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ เป็นโคศักดิ์สิทธิ์ผู้ให้น้ำนมแก่มนุษย์
ภาพสลักเล่าเรื่องอวตารที่ 7 ของพระนารายณ์ (ปลา เต่า หมูป่า นรสิงห์ คนแคระ ปรศุราม พระราม พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ และกัลกี) ตอนพระรามและพระลักษมณ์ถูกศรนาคบาศรัด ตามอุบายของทศกัณฐ์
ระเบียงคดเป็นอาคารยาวมุงหลังคาสร้างล้อมปราสาทประธานไม่สามารถเดินทะลุถึงกัน แต่แบ่งเป็นห้อง ๆ ใช้ทำพิธีกรรมและเก็บสิ่งของสำคัญ โดยหินทรายสีชมพู(มีแร่ควอร์ทซ์มาก)ที่ใช้สร้างระเบียงคดและปราสาทนี้อาจถูกนำมาจากเขากลอย อ.บ้านกรวด อยู่ห่างราว 20 กิโลเมตร ขนย้ายโดยฝังหมุดเหล็กแล้วใช้เชือกมัดและลากมา
ปราสาทพนมรุ้งถูกวางผังให้หันไปทางทิศตะวันออกโดยมีประตูต่าง ๆ วางตำแหน่งให้ตรงกัน เพื่อให้แสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบศิวลึงค์เป็นการเพิ่มพลังให้แก่ศิวลึงค์ นักวิชาการคาดว่าช่างโบราณต้องการให้ปราสาทหันไปทางทิศตะวันออกพอดีเพื่อให้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกผ่าน 15 ประตูภายในวันเดียวกันแต่มีข้อผิดพลาดบางอย่างทำให้ปราสาทเบี่ยงไปทางเหนือ 5.5 องศา ทำให้ใน 1 ปีดวงอาทิตย์ลอดช่องประตูทั้ง 15 ช่องจำนวน 4 ครั้ง ได้แก่ พระอาทิตย์ขึ้น 2 ครั้ง ราวเดือนเมษายนและกันยายน พระอาทิตย์ตก 2 ครั้งราวเดือนมีนาคมและตุลาคม
เดี๋ยวถ้าว่างๆจะมาใส่ข้อมูลให้แน่นเลย
Subscribe to:
Posts (Atom)